วันนี้ได้อ่านข่าวมาใหม่ที่น่าแปลกใจมากอยู่ข่าวนึง คือ ทาง Google ตัดงบประมาณค่าอาหารของพนักงานลงอย่างมาก

ภาพ The Google Food Blog โดย Brett L.
เรารู้กันว่าบริษัท กูเกิล ผู้นำด้านอินเทอร์เน็ตของโลกนั้น เป็นผู้สร้างความฮือฮาไม่น้อย ในเรื่องของการสร้างความสะดวกสบายให้กับพนักงาน และที่ฮือฮามากเป็นพิเศษคือเรื่องอาหารอย่างดี แถม “กินฟรี” นี่แหละครับ แต่ตอนนี้ท่าทางจะไม่เป็นแบบนั้นซะแล้ว จากในข่าวบอกว่า Google ลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ลงด้วยการเลี้ยงอาหารเฉพาะบรรดา “Geek” เท่านั้น (กี๊ก คือ พวกวิศวกรคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ อะไรแบบนี้ และฝ่ายที่เป็นทีมงานหลักที่สร้างกลไกให้กับเว็บไซต์ของบริษัท เนื่องจากทาง Google แจ้งว่าได้เสียเงินค่าอาหารไปถึง 7,500 เหรียญสหรัฐต่อพนักงานหนึ่งคนต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ สองแสนกว่าบาทเลยนะคร้าบ โอ…น่าเสียดายจัง เพราะเงินจำนวนนี้ สามารถเอาไปเลี้ยงเด็กน้อยผู้หิวโหยได้ทั้งโรงเรียนเลยนะเนี่ย

ไหนๆ ก็จะเม้าท์เรื่องนี้แล้ว เลยต้องขอเล่าประสบการณ์ตรงหน่อยครับ ในฐานะที่ผมเคยไปเยือนที่สำนักงานของ Google หรือที่เรียกกันว่า “GooglePlex” มาแล้วสองครั้ง ในครั้งแรกที่ไป ผมไปแบบไม่เป็นทางการ คือไปดูงานแถวนั้นเลยแวะเข้าไปคุยกับเพื่อนที่นั่น จึงได้รู้ว่าห้องอาหารของฝ่ายพัฒนาธุรกิจนั้น ไม่หรูมาก และเมนูอาหารก็ไม่เลอเลิศมาก

ทางทีมงานที่เป็น Business Development แอบกระซิบมาว่า ที่บริษัทนี้ โปรแกรมเมอร์เป็นใหญ่ครับ การเป็นอยู่ของพวก Geek จะดีมาก มีของกินอย่างดี ตู้เย็นจะอยู่ใกล้ๆ บรรจุอาหารไว้เพียบเสมอ แถมเดินไปหยิบมาทานได้ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นเงินเดือนผู้พัฒนาโปรแกรม ยังดีกว่าระดับเงินเดือนผู้จัดการแบบธรรมดาๆ อีกด้วย เนื่องจากคนเหล่านี้สามารถสร้างผลงานได้ไงครับ จึงได้รับการยอมรับให้มีความสำคัญสูงมากในบริษัทเทคโนโลยีแบบนี้ (โปรแกรมเมอร์ในบ้านเราจะมีโอกาสเป็นแบบนี้ได้บ้างไหมครับเนี่ย…?)
ครั้งที่สองที่ได้เดินทางไป คราวนี้ไปกันหลายคนหน่อยครับ เพราะได้มีโอกาสเป็นผู้น้อย พาผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านไปดูงาน Web 2.0 Conference and Expo 2008 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานี่เอง รายละเอียดของการเดินทางนั้น ทางพี่แฮมได้นำกลับมาเขียนถึงในนิตยสาร Lips ไปแล้วถึงสองตอนติดต่อกัน ไว้วันหลังผมจะนำมาเล่าต่ออีกที ตรงที่พี่แฮมยังไม่ได้เล่านะครับ

ตอนนี้ขอเม้าท์เรื่องอาหารต่อ ทริปนี้ทีมงานจึงได้ไปทานอาหารกันที่โรงอาหารใหญ่ และมีที่นั่งกลางแจ้งที่เป็นร่มหลากสี หน้าตึกสำนักงานที่มีสถาปัตยกรรมการออกแบบ ที่ดูสวยและมีศิลป์มาก บรรยากาศก็ดีครับ เจ้าภาพที่ดูแลชาวคณะของเราก็คือ คุณกระทิง พูลผล คนไทยที่ได้มีโอกาสทำงานใน Google ซึ่งได้ให้ความเป็นกันเองและดูแลพวกเราดีมากครับ
เมื่อเราทานอาหารเที่ยงเสร็จ คุณกระทิงก็จึงขอตัวไปทำงานต่อ ทางคณะของเราจึงไปดูรอบๆ สำนักงานแบบเป็นทางการหน่อย (Official Tour) ซึ่งจากการหาข้อมูล แบบซอกแซกว่อกแว่กของผมไปเรื่อยๆ ทำให้ผมแอบรู้ความลับสวรรค์มาว่า พนักงานหลายคนของที่นี่ บางคนมาทำงานแต่เช้านะครับ นึกว่าขยันมาก แต่เปล่าหรอก มากินข้าวเช้าบวกข้าวกลางวัน ต่อด้วยข้าวเย็น แถมยังมีพวกซูชิ ขนม ของว่าง เค้ก ระหว่างวันอีก เท่านี้ยังไม่พอ บรรดาพนักงานบางคน (ไม่อยากบอกเลยว่า ส่วนใหญ่พนักงานชาวเอเชียนี่แหละ อายจังวุ้ย) พอจะถึงวันหยุดมีการเอาของกินกลับไปหม่ำต่อที่บ้านอีกด้วยนะ
งานนี้เพื่อนเล่นแฉให้ผมฟังเลยว่าไปหาที่หอมา เจอแต่ของกินจากบริษัทเต็มตู้เย็น มิน่าหละทาง Google ถึงได้อ่วมจนต้องเลิกนโยบายนี้ พนักงานบางคนก็รักที่จะทำงานจัด ถึงขั้นมาที่ทำงานในวันหยุดครับ เพราะจะเอาผ้ามาซักฟรี มาเล่นเกมแข่งกะเพื่อน (ผมเห็นมีเครื่องเล่นเกม Wii วางอยู่เป็นจุดๆ แถมยังมีโต๊ะสนุ้กอีก) มันส์เขาล่ะ แล้วจะออกไปเที่ยวข้างนอกให้เปลืองทำไม?

ร้านอาหารใน Google มีหลายแห่ง ถึงจะบริการฟรีแต่พ่อครัวและแม่ครัวก็แข่งขันกันปรุงจนสุดฝีมือ เพื่อแย่งลูกค้ากันด้วยนะครับ เพราะกติกาของที่นี่คือใครทำดีได้ดี ร้านไหนคนทานเยอะก็จะส่งผลต่อรายได้ครับ ร้านไหนไม่มีคนชอบทานอาจถูกเปลี่ยนคนปรุงได้ และก็จะเป็นแบบนี้กับอย่างอื่นด้วย เช่น คลาสเรียนโยคะ สอนสมาธิ แต่ไม่ต้องกลัวว่าพนักงานที่นี่จะอ้วนจนขยับไม่ได้หรอกครับ เพราะเขามีบริการที่ออกกำลังกายซะด้วย ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำแบบมีกระแสน้ำออกมาให้เราว่ายอยู่กับที่ ไปจนถึงโรงยิมอย่างดีแบบชนิดที่ฟิตเนสในไทยเห็นแล้วอาย ขนาดลู่วิ่งยังมีจอภาพส่วนตัวที่สามารถกดดูทีวีเรื่องโปรด ได้ไปจนถึงเช็คอีเมลได้อีกด้วย (อะไรจะขนาดน้าน !)

แต่จะว่าไปสำนักงานแถวนั้นคือ Silicon Valley ผมว่าหาของกินยากเหมือนกันนะครับ เหมือนเข้าแล้วเข้าเลยออกมาลำบากด้วย ถ้าไม่มีบริการอาหารก็คงลำบากน่าดู จะว่าไปผมไม่อิจฉา Google หรอกนะ เพราะผมว่าเมืองไทยนี่แหละเป็นเมืองที่อาหารอร่อยที่สุดแล้ว แถมราคาก็ไม่แพงด้วย นึกอยากกินอะไรก็ออกไป ใกล้ๆ ออฟฟิศก็มีให้เลือกกันเพียบเลย จริงไหมครับ (ว่าแล้วก็ออกไปสั่งส้มตำดีกว่า..ซู๊ด…)
ก็ขอเล่าเรื่องอาหารการกินใน Google ตามกระแสข่าวเท่านี้ก่อนนะครับ แต่ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก ถ้ายังไม่เบื่อกันซะก่อน ก็จะมาเล่าสู่กันฟังต่ออีกทีนะครับ
ด้วยจิตคารวะ
“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”
